<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[บทความ]]></title>
<link>https://radiochumphae.prd.go.th/th/content/category/index/id/31</link>
<atom:link href="https://radiochumphae.prd.go.th/th/content/category/index/id/31" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA["ระบบต่อต้านโดรนอัจฉริยะ" ยกระดับเทคโนโลยีป้องกันประเทศด้วยฝีมือคนไทย]]></title>
<link>https://radiochumphae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/544643</link>
<guid isPermaLink="false">de62ee86e7f1e495ea0ba631b0fdf1ad</guid>
<pubDate>Sun, 27 Sep 2026 07:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ หรือ &ldquo;<strong>โดรน</strong>&rdquo; มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายภาคส่วน ทั้งด้านการเกษตร การสำรวจ การขนส่ง และภารกิจด้านความมั่นคง ขณะเดียวกัน การนำโดรนไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมก็กลายเป็นความท้าทายด้านความปลอดภัยที่หลายประเทศให้ความสำคัญ ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับตรวจจับ ติดตาม และรับมือกับโดรนกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ</p>

<p><b _ngcontent-ng-c3275899106="" data-start-index="299">มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</b> ร่วมกับ <b _ngcontent-ng-c3275899106="" data-start-index="330">กองทัพบกไทย</b> และ<strong>ภาคเอกชน</strong> จึงได้ร่วมมือกันวิจัยและพัฒนาระบบต่อต้านโดรนฝีมือคนไทย เพื่อยกระดับความมั่นคงและมุ่งสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ในโครงการวิจัยและพัฒนา &ldquo;ป้อมปืนต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ&rdquo; หรือ Anti-Drone Turret ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเทคโนโลยีต่อต้านโดรน (Anti-Drone) ของไทย โดยมุ่งใช้ความรู้ด้านวิศวกรรม ระบบควบคุมอัตโนมัติ การประมวลผลภาพ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ มาประยุกต์ใช้กับระบบตรวจจับและติดตามเป้าหมายทางอากาศ</p>

<h2 data-path-to-node="3"><strong>🛡️จุดเริ่มต้นและเป้าหมายยุทธศาสตร์</strong></h2>

<p data-path-to-node="4">โครงการวิจัยและพัฒนาสถานีติดตั้งอาวุธต่อสู้อากาศยานประเภทลำกล้องสำหรับต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการลดการพึ่งพาการนำเข้านวัตกรรมป้องกันประเทศจากต่างประเทศที่มีราคาสูง โดยมุ่งเป้าพัฒนาป้อมปืนต่อต้านโดรนที่สามารถทำงานได้ทั้งแบบติดตั้งประจำที่ (Stationary Variant) เพื่อคุ้มกันฐานปฏิบัติการ สถาบันสำคัญ หรือจุดยุทธศาสตร์ รวมถึงการต่อยอดสู่การติดตั้งบนยานพาหนะเคลื่อนที่</p>

<p data-path-to-node="5">การผสานความเชี่ยวชาญทางวิชาการและองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับโจทย์การใช้งานจริงและประสบการณ์ทางทหารจากกองทัพบก ทำให้สามารถออกแบบระบบที่ตอบโจทย์ความต้องการในสนามรบยุคใหม่ได้อย่างลงตัว</p>

<h2 data-path-to-node="7"><strong>🛡️เทคโนโลยีและเทคนิคการทำงานอันชาญฉลาด</strong></h2>

<p data-path-to-node="8">ระบบป้อมปืนต่อต้านโดรนอัจฉริยะนี้ ไม่ใช่เพียงป้อมปืนกลธรรมดา แต่เป็นระบบควบคุมการยิงอัจฉริยะที่รวมเทคโนโลยีตรวจจับและควบคุมชั้นสูงไว้ด้วยกัน</p>

<ol data-path-to-node="9" start="1">
	<li>
	<p data-path-to-node="9,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="9,0,0">ระบบตรวจจับและออปทรอนิกส์ (Optronics System):</b> ติดตั้งกล้องตรวจจับอินฟราเรดและกล้องกำลังขยายสูง สามารถค้นหาเป้าหมายขนาดเล็กอย่างโดรนได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน หรือในสภาพอากาศที่มีวิสัยทัศน์จำกัด</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="9,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="9,1,0">ระบบติดตามเป้าหมายและคำนวณการยิงอัตโนมัติ (Auto Tracking &amp; Fire Control):</b> มีระบบประมวลผลอัจฉริยะช่วยล็อกเป้าหมาย ประเมินทิศทาง ความเร็ว และคำนวณจุดตกของกระสุนแบบ Real-time ผ่านหน้าจอควบคุม ช่วยให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้สั่งการตัดสินใจยิงได้อย่างแม่นยำ</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="9,2,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="9,2,0">การทำงานของแท่นควบคุม (Turret Control Unit):</b> แท่นปืนได้รับการออกแบบให้สามารถก้ม-เงย และหันหมุนลำกล้องด้วยความเร็วและความแม่นยำสูง สามารถตอบสนองต่อการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วของโดรนขนาดเล็กได้ทันท่วงที</p>
	</li>
</ol>

<h2 data-path-to-node="11"><strong>🛡️ผลการทดสอบยิงจริงกลางอากาศ</strong></h2>

<p data-path-to-node="12">จากคลิปการทดสอบยิงจริงโดยสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก&nbsp;เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ได้มีการทดสอบระบบในสนามยิงปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี เพื่อประเมินขีดความสามารถของระบบที่พัฒนาขึ้น ระบบป้อมปืนต่อต้านโดรนได้ผ่านขั้นตอนการทดสอบอย่างเข้มงวด</p>

<ul data-path-to-node="13">
	<li>
	<p data-path-to-node="13,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="13,0,0">การตั้งศูนย์และปรับระยะ (Zeroing Test):</b> เริ่มจากการยิงเป้าแผ่นเพื่อตั้งระยะศูนย์ปืน ตรวจสอบความเที่ยงตรงของกลุ่มกระสุน</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="13,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="13,1,0">การยิงเป้าเคลื่อนที่และเป้าลอยฟ้า (Dynamic &amp; Aerial Target Test):</b> ทดสอบการตรวจจับและติดตามเป้าหมายสเกลเล็ก เช่น เป้าลูกบอลสีแดงกลางอากาศ และการเข้าตีเป้าหมายโดรนที่กำลังบินสอดส่อง</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="13,2,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="13,2,0">ผลสำเร็จ:</b> ระบบสามารถตรวจจับ ล็อกเป้า และทำการยิงทำลายเป้าหมายโดรนกลางอากาศได้อย่างแม่นยำและเด็ดขาด แสดงถึงประสิทธิภาพและความพร้อมของเทคโนโลยี</p>
	</li>
</ul>

<h2><strong>🛡️ความร่วมมือ &ldquo;มหาวิทยาลัย&ndash;กองทัพ&ndash;ภาคเอกชน&rdquo;</strong></h2>

<p>โครงการนี้ยังสะท้อนแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีของไทยที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยง 3 ภาคส่วน ได้แก่ <strong>องค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย ความต้องการใช้งานจากหน่วยงานภาครัฐ และศักยภาพด้านการผลิตจากภาคเอกชน&nbsp;</strong>ความร่วมมือในลักษณะนี้ช่วยเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยได้พัฒนาเทคโนโลยีจากโจทย์ที่เกิดขึ้นจริง ขณะเดียวกันหน่วยงานผู้ใช้งานก็สามารถนำองค์ความรู้และนวัตกรรมภายในประเทศมาทดสอบและต่อยอดให้เหมาะสมกับภารกิจของประเทศ</p>

<h2><strong>🛡️ก้าวต่อไปของเทคโนโลยีต่อต้านโดรนไทย</strong></h2>

<p>การพัฒนาระบบ Anti-Drone ของไทยเป็นตัวอย่างหนึ่งของการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มารับมือกับรูปแบบภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่การรักษาความปลอดภัยทางอากาศอาจมุ่งเน้นเฉพาะอากาศยานขนาดใหญ่ ปัจจุบันอากาศยานไร้คนขับที่มีขนาดเล็กและสามารถเข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ ได้ง่าย กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่หน่วยงานด้านความมั่นคงต้องเตรียมความพร้อม</p>

<p>ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กองทัพบก และภาคเอกชน จึงไม่ได้เป็นเพียงการสร้างอุปกรณ์หนึ่งระบบเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างองค์ความรู้และขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศภายในประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถวิจัย พัฒนา ทดสอบ และต่อยอดเทคโนโลยีได้ด้วยบุคลากรและองค์ความรู้ของไทย</p>

<p>จาก &ldquo;งานวิจัย&rdquo; สู่ &ldquo;นวัตกรรม&rdquo; และจาก &ldquo;นวัตกรรม&rdquo; สู่การใช้งานจริง นับเป็นอีกก้าวของการนำวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และปัญญาประดิษฐ์ มาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiochumphae.prd.go.th/th/file/get/file/20260924faaa8bd76e643605b147f77080949e03163553.jpg' type='image/jpg' length='738245' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[Generative AI สร้างได้ทุกอย่าง แล้วอะไรคือภัยที่ต้องระวัง?]]></title>
<link>https://radiochumphae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/544571</link>
<guid isPermaLink="false">a03d3a3e23279fe0be87fd7957c3a915</guid>
<pubDate>Sat, 26 Sep 2026 07:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ <strong>AI (Artificial Intelligence)</strong> เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ <strong>Generative AI</strong> ซึ่งสามารถสร้างเนื้อหาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ หรือแม้แต่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพในการทำงาน แต่หากนำไปใช้โดยขาดความระมัดระวัง ก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงและสร้างผลกระทบต่อบุคคลและสังคมได้เช่นกัน</p>

<h2><strong>🤖Generative AI คืออะไร</strong></h2>

<p><strong>&nbsp; &nbsp; Generative AI</strong> หรือ &ldquo;ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์&rdquo; คือเทคโนโลยี AI ที่สามารถเรียนรู้รูปแบบและความสัมพันธ์จากข้อมูลจำนวนมาก แล้วนำความรู้นั้นมาสร้างเนื้อหาใหม่ตามคำสั่งหรือข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป เช่น การเขียนบทความ สรุปข้อมูล แปลภาษา สร้างภาพ สร้างเสียง สร้างวิดีโอ หรือช่วยเขียนโปรแกรม<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;ตัวอย่างการใช้งานที่พบได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ AI ช่วยค้นหาและสรุปข้อมูล ช่วยร่างเอกสาร ช่วยระดมความคิด หรือช่วยสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ ซึ่งหากใช้อย่างเหมาะสม Generative AI สามารถเป็นเครื่องมือที่ช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างมาก<br />
&nbsp; &nbsp; อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ผู้ใช้ควรตระหนักคือ <strong>เนื้อหาที่ AI สร้างขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะถูกต้องเสมอไป</strong> เพราะ AI สามารถสร้างข้อมูลที่คลาดเคลื่อน แต่งข้อมูลขึ้นมา หรือแสดงคำตอบอย่างมั่นใจแม้ข้อมูลนั้นไม่ถูกต้องได้ ผู้ใช้จึงยังคงต้องตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้</p>

<h3><strong><span style="color:#ff0000;">⚔︎⛊</span>เมื่อใช้ผิดวิธี Generative AI อาจสร้างภัยอะไร?</strong></h3>

<p>&nbsp; <strong>&nbsp;1. ภาพ เสียง และวิดีโอปลอม หรือ Deepfake</strong> Generative AI สามารถสร้างหรือดัดแปลงใบหน้า เสียง และวิดีโอของบุคคลให้ดูสมจริงมากขึ้น ผู้ไม่หวังดีอาจนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้แอบอ้างเป็นบุคคลอื่น หลอกให้โอนเงิน หรือสร้างเนื้อหาที่ทำให้บุคคลหนึ่งเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ ดังนั้น หากได้รับโทรศัพท์หรือวิดีโอที่มีการขอเงินหรือขอข้อมูลสำคัญ แม้จะเป็นเสียงหรือภาพของคนที่รู้จัก ก็ควรตรวจสอบผ่านช่องทางอื่นก่อนตัดสินใจ<br />
&nbsp; &nbsp;<strong>2. การหลอกลวงออนไลน์ที่แนบเนียนขึ้น&nbsp;</strong>มิจฉาชีพสามารถใช้ AI ช่วยสร้างข้อความหลอกลวง อีเมล หรือข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ให้มีความถูกต้องทางภาษาและตรงกับความสนใจของเหยื่อมากขึ้น ทำให้การสังเกตคำผิดหรือรูปแบบข้อความแปลก ๆ เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการป้องกันตนเอง ผู้ใช้จึงควรตรวจสอบผู้ส่ง เว็บไซต์ ลิงก์ และข้อมูลจากช่องทางทางการทุกครั้ง โดยเฉพาะข้อความที่เร่งรัดให้โอนเงิน เปิดเผยข้อมูล หรือกดลิงก์<br />
&nbsp; &nbsp;<strong>3. ข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือน&nbsp;</strong>การสร้างข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอด้วย AI สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและจำนวนมาก จึงอาจถูกนำไปใช้ผลิตและเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ก่อนแชร์ข้อมูล ควรตรวจสอบกับแหล่งข่าวหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และไม่ควรตัดสินความจริงจากภาพหรือวิดีโอเพียงอย่างเดียว<br />
&nbsp; &nbsp;<strong>4. การละเมิดความเป็นส่วนตัว&nbsp;</strong>การนำข้อมูลส่วนบุคคล เช่น เลขประจำตัวประชาชน ข้อมูลทางการเงิน รหัสผ่าน เอกสารราชการ ข้อมูลลูกค้า หรือข้อมูลภายในองค์กร ไปป้อนให้ AI โดยไม่ตรวจสอบเงื่อนไขการใช้งาน อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเปิดเผยข้อมูลสำคัญ&nbsp;<strong>หลักสำคัญคือ &ldquo;ข้อมูลที่ไม่ควรเปิดเผยต่อบุคคลภายนอก ก็ไม่ควรนำไปป้อนใน AI โดยไม่ตรวจสอบนโยบายและมาตรการรักษาความปลอดภัยเสียก่อน&rdquo;</strong><br />
&nbsp; &nbsp;<strong>5. การนำ AI ไปสร้างเนื้อหาที่เป็นอันตราย&nbsp;</strong>Generative AI อาจถูกนำไปใช้สร้างเนื้อหาที่หลอกลวง คุกคาม ละเมิดสิทธิ หรือสร้างความเสียหายต่อบุคคลและสังคม เช่น การสร้างภาพบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต การปลอมแปลงข้อมูล หรือการผลิตเนื้อหาที่ใช้ในการหลอกลวงผู้อื่น การมีเครื่องมือที่สามารถสร้างเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว จึงต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบของผู้ใช้งาน</p>

<h2><strong>✅️ใช้ Generative AI อย่างไรให้เกิดประโยชน์และปลอดภัย?</strong></h2>

<p><strong>&nbsp; &nbsp;1. ใช้ AI เป็น &ldquo;ผู้ช่วย&rdquo; ไม่ใช่ &ldquo;ผู้ตัดสินใจแทน&rdquo;&nbsp;</strong>ใช้ AI ช่วยคิด ช่วยค้นหา ช่วยสรุป หรือช่วยจัดทำร่างงาน แต่ควรให้มนุษย์เป็นผู้ตรวจสอบและตัดสินใจขั้นสุดท้าย<br />
&nbsp; &nbsp;<strong>2. ตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้&nbsp;</strong>โดยเฉพาะข้อมูลด้านกฎหมาย การเงิน สุขภาพ ข่าวสาร และข้อมูลที่มีผลกระทบต่อผู้อื่น ควรตรวจสอบกับแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือหรือหน่วยงานเจ้าของข้อมูล<br />
<strong>&nbsp; &nbsp;3. ไม่ป้อนข้อมูลสำคัญหรือข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่จำเป็น&nbsp;</strong>หลีกเลี่ยงการส่งรหัสผ่าน ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลส่วนบุคคล หรือเอกสารลับขององค์กรเข้าไปในระบบ AI โดยไม่ทราบว่าข้อมูลจะถูกจัดเก็บหรือประมวลผลอย่างไร<br />
&nbsp; &nbsp;<strong>4. ระวังสิ่งที่เห็นและได้ยิน แม้จะดูสมจริง&nbsp;</strong>ภาพ เสียง หรือวิดีโอที่ดูเหมือนมาจากบุคคลจริงอาจถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI ได้ หากมีการขอเงินหรือข้อมูลสำคัญ ควรยืนยันตัวตนผ่านช่องทางอื่น<br />
&nbsp; &nbsp;<strong>5. เคารพลิขสิทธิ์และสิทธิของผู้อื่น&nbsp;</strong>การใช้ AI สร้างหรือดัดแปลงเนื้อหาควรคำนึงถึงลิขสิทธิ์ สิทธิในภาพ เสียง ชื่อเสียง และข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลอื่น<br />
<strong>&nbsp; &nbsp;6. เปิดเผยการใช้ AI อย่างเหมาะสม&nbsp;</strong>ในงานที่มีความสำคัญหรือเป็นเนื้อหาที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ควรพิจารณาระบุการใช้ AI และตรวจสอบเนื้อหาโดยมนุษย์ก่อนเผยแพร่ เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ</p>

<h2><strong>⭐AI ไม่ใช่ภัย แต่การใช้ AI อย่างไม่รับผิดชอบอาจสร้างภัยได้</strong></h2>

<p>&nbsp; &nbsp; Generative AI เป็นเทคโนโลยีที่สามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างมาก ทั้งด้านการศึกษา การทำงาน การสร้างสรรค์เนื้อหา การสื่อสาร และการให้บริการประชาชน แต่ในขณะเดียวกัน ความสามารถในการสร้างเนื้อหาได้อย่างรวดเร็วและสมจริงก็อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ดังนั้น การอยู่ร่วมกับ AI อย่างปลอดภัยไม่ใช่การหลีกเลี่ยงเทคโนโลยี แต่คือการ <strong>&ldquo;ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน&rdquo;</strong> โดยตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อ คิดก่อนแชร์ ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล และให้มนุษย์เป็นผู้ตรวจสอบและตัดสินใจในเรื่องสำคัญ</p>

<p><strong>ใช้ AI ให้เป็น ใช้อย่างรับผิดชอบ รู้เท่าทันภัยจาก AI เพื่อให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสร้างประโยชน์ ไม่ใช่ช่องทางสร้างความเสียหาย</strong></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiochumphae.prd.go.th/th/file/get/file/20260924806ab13928a4be8c20fd8110c894f767152623.png' type='image/png' length='1591398' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อย่าเชื่อ SMS แจ้งใบสั่งจราจร เช็กก่อนคลิก ป้องกันมิจฉาชีพหลอก]]></title>
<link>https://radiochumphae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/544321</link>
<guid isPermaLink="false">ae9aa6c97a1898d5384e925e4a5d96fd</guid>
<pubDate>Fri, 25 Sep 2026 08:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p data-pm-slice="1 1 []">ในยุคที่การทำธุรกรรมต่าง ๆ สามารถดำเนินการผ่านโทรศัพท์มือถือได้อย่างรวดเร็ว มิจฉาชีพก็ปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงให้แนบเนียนมากขึ้น หนึ่งในกลโกงที่ประชาชนควรระวังคือ <strong>SMS แจ้งว่ามีใบสั่งจราจรค้างชำระ</strong> พร้อมแนบลิงก์ให้กดเพื่อตรวจสอบหรือชำระค่าปรับ</p>

<p>สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง SMS ลักษณะดังกล่าว เนื่องจากมิจฉาชีพอาจแอบอ้างเป็นหน่วยงานตำรวจ แจ้งว่ามีใบสั่ง e-Ticket ค้างชำระ พร้อมสร้างข้อความที่ทำให้เกิดความกังวลหรือเร่งรีบ เช่น แจ้งให้ชำระเงินภายในระยะเวลาที่กำหนด หรืออ้างว่าจะได้รับส่วนลดค่าปรับ หากรีบชำระผ่านลิงก์ที่แนบมา</p>

<h3 data-path-to-node="4">⚠️ <strong>ลักษณะเด่นของ SMS ใบสั่งปลอมที่ต้องระวัง</strong></h3>

<p>มิจฉาชีพอาจส่งข้อความในลักษณะว่า <strong>&ldquo;ท่านมีใบสั่งจราจรค้างชำระ&rdquo;</strong> แล้วแนบลิงก์หรือ QR Code เพื่อให้ผู้รับเข้าไปตรวจสอบ เมื่อกดลิงก์อาจถูกนำไปยังเว็บไซต์ปลอมที่ออกแบบให้มีหน้าตาคล้ายเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ&nbsp;บางกรณีเว็บไซต์ปลอมอาจแสดงข้อมูล เช่น เลขที่ใบสั่ง ทะเบียนรถ ข้อหา หรือจำนวนเงินค่าปรับ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จากนั้นหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต หรือทำรายการชำระเงิน ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลสำคัญตกอยู่ในมือมิจฉาชีพและเกิดความเสียหายทางการเงินได้&nbsp;<strong>สิ่งสำคัญ คือ อย่าให้ความตกใจทำให้เราขาดการตรวจสอบ</strong></p>

<ul data-path-to-node="5">
	<li>
	<p data-path-to-node="5,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="5,0,0">แนบลิงก์แปลกปลอมมาด้วยเสมอ:</b> มักจะเป็นลิงก์เว็บไซต์ปลอมที่เลียนแบบเว็บไซต์ราชการ เช่น ลงท้ายด้วยนามสกุลโดเมนแปลกๆ ที่ไม่ใช่ <code data-index-in-node="124" data-path-to-node="5,0,0">.go.th</code></p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="5,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="5,1,0">สร้างความกดดันให้รีบเร่ง:</b> ข้อความมักจะขู่ว่า หากไม่ชำระภายในกำหนดจะถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด หรือเสียค่าปรับเพิ่มขึ้น เพื่อให้เหยื่อรีบตัดสินใจโดยไม่ทันคิด</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="5,2,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="5,2,0">ให้แอดไลน์ (Add Line) หรือโหลดแอปแปลกๆ:</b> บางรูปแบบหลอกให้เพิ่มเพื่อนใน LINE อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันควบคุมโทรศัพท์มือถือระยะไกล</p>
	</li>
</ul>

<h3 data-pm-slice="1 1 []"><strong>📳ได้รับ SMS แจ้งใบสั่ง ต้องทำอย่างไร?</strong></h3>

<p><strong>&nbsp; 1. อย่าเพิ่งกดลิงก์</strong><br />
หากได้รับ SMS แจ้งว่ามีใบสั่งจราจรค้างชำระ โดยเฉพาะข้อความที่แนบลิงก์หรือ QR Code มาให้ อย่าเพิ่งกดหรือสแกน แม้ข้อความจะดูเหมือนมาจากหน่วยงานราชการก็ตาม<br />
<strong>&nbsp; 2. อย่ากรอกข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลบัตร</strong><br />
หากเว็บไซต์ที่เปิดจาก SMS ขอเลขบัตรประชาชน ข้อมูลบัตรเครดิต/เดบิต รหัสผ่าน หรือรหัส OTP ให้หยุดดำเนินการทันที เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ในการเข้าถึงบัญชีหรือทำธุรกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต<br />
<strong>&nbsp; 3. ตรวจสอบด้วยตัวเองผ่านช่องทางทางการ&nbsp;</strong>🔍<br />
สำนักงานตำรวจแห่งชาติแนะนำให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลใบสั่งผ่านช่องทางทางการ เช่น <strong>แอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เมนู บริการทั้งหมด &gt; ยานพาหนะ &gt; ตรวจสอบใบสั่งจราจร</strong> รวมถึงแอปพลิเคชัน <strong>Police Care</strong> และระบบใบสั่งจราจร PTM ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ&nbsp;<a href="https://ptm.police.go.th/eTicket/#/">https://ptm.police.go.th/eTicket/#/</a><br />
<strong>&nbsp; 4. อย่าใช้ลิงก์จาก SMS เป็นช่องทางตรวจสอบ</strong><br />
หากต้องการตรวจสอบใบสั่ง ควรเปิดแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ทางการด้วยตนเอง แทนการคลิกลิงก์ที่มากับข้อความ เพราะเว็บไซต์ปลอมสามารถออกแบบให้มีหน้าตาใกล้เคียงกับเว็บไซต์จริงได้</p>

<h3 data-pm-slice="1 1 []"><strong>✴️&ldquo;หยุดก่อนคลิก เช็กก่อนจ่าย&rdquo;</strong></h3>

<p>หลักง่าย ๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงจาก SMS ใบสั่งปลอม คือ</p>

<p><strong>✴️ มีข้อความแจ้งเตือน &rarr; หยุดก่อนคลิก &rarr; ตรวจสอบผ่านช่องทางทางการ &rarr; จึงดำเนินการชำระเงิน</strong><br />
อย่าปล่อยให้ความกลัวว่าจะถูกดำเนินคดี หรือความต้องการได้ส่วนลดค่าปรับ ทำให้รีบทำตามคำแนะนำใน SMS โดยไม่ตรวจสอบ เพราะมิจฉาชีพมักใช้ความเร่งรีบและความกังวลของเหยื่อเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง นอกจากนี้ หากพบ SMS หรือเว็บไซต์ที่มีลักษณะน่าสงสัย ควรเก็บหลักฐาน เช่น ภาพหน้าจอ หมายเลขโทรศัพท์ ข้อความ และลิงก์ที่ได้รับไว้ และแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นข้อมูลในการติดตามผู้กระทำความผิด</p>

<h3>จำให้ขึ้นใจ &ldquo;<strong>อย่ากด อย่าสแกน อย่ากรอก</strong>&rdquo;&nbsp;<strong>SMS แจ้งใบสั่ง ไม่ได้แปลว่าเป็นใบสั่งจริงเสมอไป</strong></h3>

<p>เมื่อได้รับข้อความที่อ้างว่ามีใบสั่งจราจรค้างชำระ ขอให้ประชาชน <strong>ตั้งสติ ไม่กดลิงก์ ไม่สแกน QR Code และไม่กรอกข้อมูลสำคัญ</strong> แต่ให้ตรวจสอบด้วยตนเองผ่านช่องทางทางการก่อนทุกครั้ง</p>

<p>เพียงเพิ่มความระมัดระวังอีกหนึ่งขั้น <strong>&ldquo;เช็กก่อนเชื่อ&rdquo;</strong> ก็สามารถช่วยป้องกันไม่ให้ใบสั่งปลอม กลายเป็นความเสียหายจริงได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiochumphae.prd.go.th/th/file/get/file/20260923ed312ad5c45bccec0fe1cf91aaff3719162255.jpg' type='image/jpg' length='587944' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ฝุ่นข้ามแดน ภัยคุกคามมลพิษทางอากาศ ที่ต้องร่วมกันแก้]]></title>
<link>https://radiochumphae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/544273</link>
<guid isPermaLink="false">834441adecf7f1feb891cc2b8b19ea76</guid>
<pubDate>Thu, 24 Sep 2026 08:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p data-pm-slice="1 1 []">&nbsp; &nbsp;ในช่วงที่หลายพื้นที่ของประเทศไทยเผชิญกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก <strong>PM2.5</strong> สาเหตุของมลพิษทางอากาศไม่ได้เกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิดภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยจาก <strong>&ldquo;ฝุ่นข้ามแดน&rdquo;</strong> หรือมลพิษทางอากาศที่สามารถเคลื่อนตัวจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่งตามทิศทางลมและสภาพอากาศ<br />
&nbsp; &nbsp;ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า <strong>มลพิษทางอากาศไม่มีพรมแดน</strong> การแก้ไขจึงไม่สามารถดำเนินการโดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศควบคู่กับการจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษภายในประเทศ</p>

<h3 data-pm-slice="1 1 []"><strong>🔵ฝุ่นข้ามแดนเกิดขึ้นได้อย่างไร?</strong></h3>

<p>&nbsp; &nbsp; ฝุ่นละอองขนาดเล็กสามารถเกิดจากหลายแหล่ง เช่น การเผาในพื้นที่เกษตร ไฟป่า การเผาในที่โล่ง และกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ เมื่อเกิดการเผาไหม้จะมีทั้งฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศถูกปล่อยสู่บรรยากาศ หากในช่วงเวลาดังกล่าวมีสภาพอากาศและทิศทางลมที่เอื้อต่อการเคลื่อนตัว มลพิษเหล่านี้สามารถถูกพัดพาข้ามพรมแดนไปยังพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้านได้ ขณะเดียวกัน พื้นที่ปลายทางก็อาจมีแหล่งกำเนิดมลพิษภายในประเทศของตนเองร่วมด้วย ทำให้ระดับ PM2.5 ในบรรยากาศเพิ่มสูงขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;ดังนั้น การพิจารณาปัญหาฝุ่นจึงจำเป็นต้องมองทั้ง <strong>แหล่งกำเนิด สภาพอากาศ การเคลื่อนที่ของมวลอากาศ และกิจกรรมในพื้นที่</strong> ประกอบกัน ไม่ควรสรุปว่าฝุ่นที่ตรวจพบในพื้นที่หนึ่งมาจากประเทศใดประเทศหนึ่งทั้งหมดโดยอัตโนมัติ</p>

<h3 data-pm-slice="1 1 []"><strong>🔵ปัญหาที่ต้องมองข้ามพรมแดน</strong></h3>

<p>&nbsp; &nbsp; ลักษณะสำคัญของฝุ่นข้ามแดนคือ เมื่อมลพิษถูกปล่อยออกมาแล้ว การควบคุมการเคลื่อนที่ของฝุ่นในชั้นบรรยากาศทำได้ยาก การจัดการจึงต้องดำเนินการตั้งแต่ต้นทาง พร้อมกับการเฝ้าระวังและเตรียมรับมือในพื้นที่ปลายทาง สำหรับประเทศไทย ปัญหามลพิษทางอากาศในบางช่วงเวลาอาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งการเผาในพื้นที่เกษตร ไฟป่า สภาพภูมิประเทศ สภาพอากาศที่ทำให้การระบายอากาศไม่ดี ตลอดจนมลพิษที่อาจถูกพัดพามาจากพื้นที่ภายนอกประเทศ การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้การกำหนดมาตรการควบคุมมลพิษมีความเหมาะสม และช่วยให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์โดยไม่มองปัญหาแบบจำกัดอยู่เพียงพื้นที่หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง</p>

<h3 data-pm-slice="1 1 []"><strong>🔵ความร่วมมือระหว่างประเทศคือหัวใจสำคัญ</strong></h3>

<p>การแก้ไขปัญหาฝุ่นข้ามแดนจำเป็นต้องอาศัย <strong>ความร่วมมือระดับภูมิภาค</strong> โดยเฉพาะประเทศในอาเซียน ซึ่งมีพื้นที่และระบบนิเวศที่เชื่อมโยงถึงกัน ความร่วมมือสามารถดำเนินการได้หลายด้าน เช่น<br />
<strong>&nbsp; &nbsp;1. แลกเปลี่ยนข้อมูลและการแจ้งเตือน</strong><br />
ประเทศต่าง ๆ สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลจุดความร้อน คุณภาพอากาศ สถานการณ์ไฟป่า และข้อมูลอุตุนิยมวิทยา เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์และเตรียมมาตรการรับมือได้อย่างรวดเร็ว<br />
<strong>&nbsp; &nbsp;2. ป้องกันและลดการเผาในพื้นที่ต้นทาง</strong><br />
การลดการเผาในที่โล่งและการส่งเสริมทางเลือกในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร เป็นแนวทางสำคัญในการลดการปล่อยมลพิษตั้งแต่ต้นทาง<br />
<strong>&nbsp; &nbsp;3. พัฒนาระบบติดตามและประเมินสถานการณ์</strong><br />
&nbsp; &nbsp;การใช้ข้อมูลจากดาวเทียม ระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศ และแบบจำลองการเคลื่อนที่ของมลพิษ ช่วยให้สามารถติดตามแหล่งกำเนิดและแนวโน้มการเคลื่อนตัวของฝุ่นได้ดียิ่งขึ้น<br />
<strong>&nbsp; &nbsp;4. สร้างกลไกความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง</strong><br />
&nbsp; &nbsp;ปัญหาหมอกควันและฝุ่นข้ามแดนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว การสร้างกลไกความร่วมมือที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับรัฐบาล หน่วยงานท้องถิ่น นักวิชาการ และประชาชน จึงมีความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาในระยะยาว</p>

<h3 data-pm-slice="1 1 []"><strong>🔵ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างไร?</strong></h3>

<p>&nbsp; &nbsp;แม้ปัญหาฝุ่นข้ามแดนจะต้องอาศัยความร่วมมือระดับประเทศ แต่ประชาชนก็มีบทบาทสำคัญในการลดมลพิษจากแหล่งกำเนิดภายในประเทศ เช่น <strong>งดการเผาขยะและวัสดุเหลือใช้ในที่โล่ง ลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดควัน และปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพเมื่อค่าฝุ่นอยู่ในระดับสูง&nbsp;</strong>ขณะเดียวกัน ประชาชนควรติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ และปรับกิจกรรมกลางแจ้งให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยเฉพาะในวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 สูง</p>

<h3 data-pm-slice="1 1 []"><strong>🔵ฝุ่นไม่หยุดที่พรมแดน ความร่วมมือก็ต้องไม่หยุดเช่นกัน</strong></h3>

<p>ปัญหาฝุ่นข้ามแดนเป็นบทสะท้อนว่า <strong>สิ่งแวดล้อมไม่มีเส้นแบ่งเขตแดนที่ชัดเจน</strong> การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยทั้งความร่วมมือระหว่างประเทศ การจัดการแหล่งกำเนิดภายในประเทศ เทคโนโลยีและข้อมูลที่ทันสมัย รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน การสร้างอากาศที่สะอาดและปลอดภัยไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทุกภาคส่วน</p>

<p><strong>เพราะฝุ่นไม่หยุดที่พรมแดน ความร่วมมือจึงต้องก้าวข้ามพรมแดน เพื่ออากาศสะอาดและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในภูมิภาคอย่างยั่งยืน</strong></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiochumphae.prd.go.th/th/file/get/file/20260923a8027ce37f74a262de217eb15af788ee151450.jpg' type='image/jpg' length='730383' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[Insider Threat: ภัยคุกคามจากภายใน... อันตรายใกล้ตัวที่องค์กรต้องรับมือ]]></title>
<link>https://radiochumphae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/544263</link>
<guid isPermaLink="false">0db0a48d54f3e738d17d7d7a6fa6382a</guid>
<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 13:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>⚠️ในยุคดิจิทัลที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความซับซ้อนมากขึ้น ส่วนใหญ่เรามักจะนึกถึงแฮกเกอร์ภายนอกองค์กร มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) หรือการโจมตีจากกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ แต่น้อยคนนักจะตระหนักว่า <b data-index-in-node="190" data-path-to-node="1">&quot;ภัยคุกคามจากภายใน&quot; (Insider Threat)</b> คือหนึ่งในความเสี่ยงที่อันตรายและสร้างความเสียหายรุนแรงที่สุด เพราะผู้ก่อเหตุมีทั้งความไว้วางใจ สิทธิ์ในการเข้าถึงระบบ และรู้ช่องโหว่ภายในองค์กรเป็นอย่างดี</p>

<h2 data-path-to-node="3"><strong>🔥Insider Threat คืออะไร?</strong></h2>

<p data-path-to-node="4"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="4">&nbsp; &nbsp;Insider Threat</b> คือ ภัยคุกคามความปลอดภัยของข้อมูลหรือระบบสารสนเทศ ที่เกิดขึ้นจากบุคคล <b data-index-in-node="85" data-path-to-node="4">&quot;ภายใน&quot;</b> องค์กร เช่น พนักงานปัจจุบัน อดีตพนักงาน ผู้รับเหมา (Contractor) หรือพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่มีหรือเคยมีสิทธิ์ในการเข้าถึงระบบเครือข่าย ข้อมูล หรือทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัท โดยบุคคลเหล่านี้อาจใช้สิทธิ์ที่มีในทางที่ผิด ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม</p>

<h2 data-pm-slice="1 1 []"><strong>🔥Insider Threat เกิดขึ้นได้อย่างไร?</strong></h2>

<p>เพื่อให้เข้าใจและรับมือได้ถูกจุด เราสามารถแบ่ง Insider Threat ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก&nbsp;</p>

<ul>
	<li>
	<p data-path-to-node="8,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="8,0,0">ผู้ที่มีเจตนาร้าย (Malicious Insider) 👤:</b> รายงาน <i _ngcontent-ng-c3275899106="" data-start-index="590">Ponemon Institute / DTEX Cost of Insider Risks Report</i> ระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดจากเจตนาประสงค์ร้าย การจงใจขโมยข้อมูล ทรัพย์สินทางปัญญา หรือการก่อวินาศกรรมคิดเป็น 25% ซึ่งจะเป็นพนักงานหรือบุคคลภายในที่ตั้งใจขโมยข้อมูล ลบไฟล์ ทำลายระบบ หรือขายความลับของบริษัทให้กับคู่แข่งหรือกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ โดยอาจมีแรงจูงใจเรื่องเงิน ความแค้นส่วนตัว หรือผลประโยชน์แอบแฝง</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="8,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="8,1,0">ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อหรือประมาทเลินเล่อ (Negligent / Accidental Insider) 🫨:</b> จากรายงาน <i _ngcontent-ng-c3275899106="" data-start-index="344">Ponemon Institute / DTEX Cost of Insider Risks Report</i> ระบุว่า 55% ของเหตุการณ์ภัยคุกคามจากภายในทั้งหมดเกิดจากความประมาทเลินเล่อ การทำผิดนโยบายโดยไม่ตั้งใจ หรือความผิดพลาดของพนักงาน กลุ่มนี้ไม่ได้มีเจตนาชั่วร้าย แต่เกิดจากความประมาท ขาดความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัย (Security Awareness) เช่น เผลอคลิกphishing email, ใช้รหัสผ่านที่เดาง่าย, ทำอุปกรณ์ทำงานหาย, หรือเผลอแชร์ข้อมูลสำคัญลงในคลาวด์สาธารณะ</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="8,2,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="8,2,0">ผู้ที่ถูกหลอกใช้ (Complicit Insider) 🤷:</b>&nbsp;จากรายงาน <i _ngcontent-ng-c3275899106="" data-start-index="838">Ponemon Institute / DTEX Cost of Insider Risks Report</i> ระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดจากการถูกขโมยข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Credentials) ของพนักงานไปสวมรอยคิดเป็น 20% เป็นกลุ่มพนักงานที่ถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวง ขู่กรรโชก หรือใช้วิธีทางจิตวิทยา (Social Engineering) ให้ยอมมอบข้อมูลล็อกอินหรือช่วยเหลือในการเจาะระบบโดยไม่รู้ตัว</p>
	</li>
</ul>

<h3 data-pm-slice="1 1 []"><strong>🚨ตัวอย่างพฤติกรรมที่ควรระวัง🚨</strong></h3>

<p>Insider Threat อาจเริ่มต้นจากพฤติกรรมที่ดูเหมือนไม่ร้ายแรง เช่น</p>

<ul data-spread="false">
	<li>
	<p>ดาวน์โหลดข้อมูลขององค์กรจำนวนมากโดยไม่มีเหตุผลในการปฏิบัติงาน</p>
	</li>
	<li>
	<p>นำข้อมูลสำคัญไปเก็บไว้ในอุปกรณ์หรือบริการส่วนตัว</p>
	</li>
	<li>
	<p>ส่งไฟล์งานไปยังอีเมลส่วนตัว</p>
	</li>
	<li>
	<p>ใช้รหัสผ่านเดียวกันกับหลายระบบ</p>
	</li>
	<li>
	<p>แชร์บัญชีผู้ใช้งานหรือรหัสผ่านให้ผู้อื่น</p>
	</li>
	<li>
	<p>เสียบอุปกรณ์ USB ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา</p>
	</li>
	<li>
	<p>เข้าถึงข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของตน</p>
	</li>
	<li>
	<p>คลิกลิงก์หรือเปิดไฟล์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ</p>
	</li>
	<li>
	<p>พยายามหลีกเลี่ยงหรือปิดระบบรักษาความปลอดภัยขององค์กร</p>
	</li>
</ul>

<p>อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมเหล่านี้ <strong>ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ก่อภัยคุกคามเสมอไป</strong> การตรวจสอบควรพิจารณาจากบริบท สิทธิ์การใช้งาน และหลักฐานทางระบบอย่างรอบคอบ</p>

<h3 data-pm-slice="1 1 []"><strong>🔥ทำไม Insider Threat จึงเป็นเรื่องสำคัญ?</strong></h3>

<p>&nbsp; &nbsp; จุดที่ทำให้ภัยคุกคามจากภายในมีความซับซ้อน คือบุคลากรภายในมักมีสิทธิ์เข้าถึงระบบหรือข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำงานอยู่แล้ว ดังนั้น การกระทำบางอย่างอาจดูคล้ายกับการใช้งานตามปกติ นอกจากนี้ องค์กรจำนวนมากให้ความสำคัญกับการป้องกันการโจมตีจากภายนอก เช่น Firewall หรือระบบป้องกันมัลแวร์ แต่การรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพควรครอบคลุมทั้ง <strong>บุคลากร กระบวนการ และเทคโนโลยี</strong></p>

<h3 data-pm-slice="1 1 []"><strong>🛡️องค์กรรับมือ Insider Threat ได้อย่างไร?</strong></h3>

<ul>
	<li>
	<p data-path-to-node="16,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="16,0,0">จำกัดสิทธิ์การเข้าถึง (Principle of Least Privilege):</b> ให้สิทธิ์พนักงานเข้าถึงเฉพาะข้อมูลเท่าที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติงานเท่านั้น</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="16,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="16,1,0">สร้างวัฒนธรรมความตระหนักรู้ (Security Awareness):</b> จัดอบรมพนักงานอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เข้าใจถึงความเสี่ยง วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง และวิธีสังเกตภัยคุกคามเบื้องต้น</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="16,2,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="16,2,0">Monitoring และ Audit ระบบ:</b> ใช้เครื่องมือตรวจสอบพฤติกรรมการใช้งานระบบ (User Activity Monitoring) เพื่อตรวจจับความผิดปกติแบบ Real-time</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="16,3,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="16,3,0">กระบวนการ Offboarding ที่รัดกุม:</b> เมื่อพนักงานลาออกหรือพ้นสภาพการเป็นพนักงาน ต้องรีบยกเลิกสิทธิ์การเข้าถึงระบบและบัญชีต่างๆ ทันที</p>
	</li>
</ul>

<h3 data-pm-slice="1 1 []"><strong>💜&ldquo;ความไว้ใจ&rdquo; ต้องมาพร้อมกับ &ldquo;การรักษาความปลอดภัย&rdquo;&nbsp;🔒</strong></h3>

<p>Insider Threat ไม่ใช่เรื่องที่องค์กรควรมองว่าเป็นการไม่ไว้วางใจบุคลากร แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่ทุกองค์กรควรเตรียมพร้อม การรักษาความปลอดภัยที่ดีจึงไม่ใช่เพียงการป้องกันไม่ให้คนนอกเข้ามาในระบบ แต่ต้องรู้ด้วยว่า <strong>ใครสามารถเข้าถึงข้อมูลอะไร เข้าถึงเมื่อใด และการใช้งานนั้นสอดคล้องกับหน้าที่หรือไม่&nbsp;</strong>เพราะในโลกดิจิทัล &ldquo;สิทธิ์ในการเข้าถึง&rdquo; เปรียบเสมือนกุญแจขององค์กร การให้กุญแจอย่างเหมาะสม การตรวจสอบการใช้งาน และการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่บุคลากร จึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจาก <strong>Insider Threat</strong></p>

<p><strong>ความปลอดภัยไซเบอร์เป็นหน้าที่ของทุกคนในองค์กร เพราะภัยคุกคามอาจไม่ได้เริ่มจากคนที่อยู่ไกล แต่อาจเริ่มจากบัญชีผู้ใช้งานที่อยู่ใกล้ตัวเรา</strong></p>

<p data-path-to-node="8,2,0">&nbsp;</p>

<p data-path-to-node="8,2,0">แหล่งข้อมูล<br />
- รายงานวิจัย <b _ngcontent-ng-c3275899106="" data-start-index="88">Cost of Insider Risks Report</b> ซึ่งจัดทำโดย <b _ngcontent-ng-c3275899106="" data-start-index="130">Ponemon Institute</b> ร่วมกับ <b _ngcontent-ng-c3275899106="" data-start-index="156">DTEX Systems</b> (รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสถิติโดย StationX)<br />
-&nbsp;National Institute of Standards and Technology (NIST). <em>NIST Cybersecurity Glossary: Insider Threat</em>.<br />
- องค์การรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน สำนักข่าวกรองแห่งชาติ. &quot;Insider Threat ยุค AI ความเสี่ยงใหม่ขององค์กร&quot;.2569</p>

<p data-path-to-node="4">&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiochumphae.prd.go.th/th/file/get/file/20260923fb3b39b4749d90527e86b5c7b6a02350143044.jpg' type='image/jpg' length='487723' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ฟิล์มกระจก” จากภาพแห่งอดีต สู่มรดกความทรงจำของโลก Glass Plate Negatives: From Images of the Past to the Memory of the World]]></title>
<link>https://radiochumphae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/543868</link>
<guid isPermaLink="false">fad56ab2ec13b67f3f57ac6e618f28fa</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 15:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เมื่อภาพถ่ายประวัติศาสตร์ของไทยปรากฏขึ้นอีกครั้งในโลกออนไลน์ หลายคนอาจมองเห็นเพียง &ldquo;ภาพเก่า&rdquo; ภาพหนึ่ง แต่สำหรับวงการอนุรักษ์มรดกเอกสาร ภาพเหล่านี้มีคุณค่ามากกว่านั้น เพราะเป็นหลักฐานที่ช่วยบอกเล่าเรื่องราวของผู้คน สถานที่ วิถีชีวิต และเหตุการณ์สำคัญของสังคมไทยในอดีต</p>

<p>หนึ่งในหลักฐานสำคัญที่ทำหน้าที่เก็บรักษาความทรงจำเหล่านี้ไว้ คือ &ldquo;ฟิล์มกระจก&rdquo; เทคโนโลยีการบันทึกภาพในยุคก่อนที่ฟิล์มถ่ายภาพจะถูกใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งในวันนี้กลายเป็นมรดกเอกสารอันทรงคุณค่าของประเทศไทย</p>

<p>บางครั้ง&hellip;ภาพหนึ่งภาพอาจบอกเล่าเรื่องราวได้มากกว่าถ้อยคำนับพัน</p>

<p>ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ที่เรามองเห็นในวันนี้ อาจดูเป็นเพียง &ldquo;ภาพเก่า&rdquo; แต่สำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์และการอนุรักษ์มรดกเอกสาร ภาพเหล่านี้คือหลักฐานสำคัญที่บันทึกผู้คน สถานที่ วิถีชีวิต และเหตุการณ์ของสังคมไทยในช่วงเวลาที่ไม่อาจย้อนกลับไปสัมผัสได้อีก</p>

<p>หนึ่งในมรดกสำคัญที่เก็บรักษาความทรงจำเหล่านี้ไว้ คือ &ldquo;ฟิล์มกระจก&rdquo; เทคโนโลยีบันทึกภาพในยุคก่อนที่ฟิล์มถ่ายภาพจะถูกใช้อย่างแพร่หลาย และวันนี้ฟิล์มกระจกได้กลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของประเทศไทย</p>

<p>มากกว่าภาพ คือเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลัง</p>

<p>สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ดูแลคลังสะสมฟิล์มกระจกมากกว่า 35,000 แผ่น และภาพต้นฉบับประมาณ 50,000 ภาพ ครอบคลุมเรื่องราวตั้งแต่ พ.ศ. 2398&ndash;2478</p>

<p>ภาพเหล่านี้มีทั้งพระราชพิธี ขบวนเรือพระราชพิธี การเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาพบุคคลในพระราชสำนัก ตลอดจนภาพสถานที่และวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต</p>

<p>ภาพของ สะพานหัน คลองมหานาค หรือศาลาเฉลิมกรุง จึงไม่ได้เป็นเพียงภาพของสถานที่ แต่เป็นเสมือนหน้าต่างที่เปิดให้เราเห็นว่า ประเทศไทยและกรุงเทพมหานครเคยเป็นอย่างไร และเปลี่ยนแปลงมาอย่างไรจนถึงวันนี้</p>

<p>เพราะในภาพหนึ่งภาพไม่ได้มีเพียงสิ่งที่ &ldquo;มองเห็น&rdquo; แต่ยังมีเรื่องราวที่รอให้คนรุ่นหลังค้นหา</p>

<p>ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์และความสำคัญต่อความทรงจำของมนุษยชาติ &ldquo;ฟิล์มกระจกและภาพต้นฉบับชุดหอพระสมุดวชิรญาณ&rdquo; ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) โดย UNESCO เมื่อ พ.ศ. 2560</p>

<p>การขึ้นทะเบียนไม่ได้สะท้อนเพียงคุณค่าของ &ldquo;ภาพ&rdquo; แต่ยังสะท้อนคุณค่าของต้นฉบับและพาหะที่ใช้บันทึกภาพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานที่ช่วยให้คนรุ่นปัจจุบันเข้าใจอดีตได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>เมื่อภาพเก่าเดินทางสู่โลกยุคใหม่</p>

<p>วันนี้ ภาพประวัติศาสตร์สามารถเดินทางจากหอจดหมายเหตุไปสู่ผู้คนทั่วโลกได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ผ่านเว็บไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ นิทรรศการ ภาพยนตร์ และสื่อสร้างสรรค์รูปแบบต่าง ๆ</p>

<p>การนำภาพเหล่านี้กลับมาเล่าใหม่ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการทำให้ประวัติศาสตร์เข้าใกล้คนรุ่นใหม่มากขึ้น</p>

<p>แต่สิ่งหนึ่งที่ควรเดินทางไปพร้อมกับภาพเสมอ คือ &ldquo;ที่มา&rdquo;</p>

<p>การระบุแหล่งที่มา เจ้าของมรดก และบริบทของภาพ ไม่ได้เป็นเพียงการให้เครดิต แต่คือการรักษาเรื่องราวของภาพไว้ไม่ให้สูญหายไปพร้อมกับการเผยแพร่ เพราะการรักษาภาพ คือการรักษาความทรงจำ</p>

<p>ฟิล์มกระจกเป็นวัสดุที่เปราะบางและต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การควบคุมสภาพแวดล้อม การอนุรักษ์ต้นฉบับ ตลอดจนการสแกนและจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัล ล้วนมีบทบาทสำคัญในการส่งต่อมรดกเหล่านี้ไปยังคนรุ่นต่อไป</p>

<p>เพราะฉะนั้น ฟิล์มกระจกจึงไม่ใช่เพียง &ldquo;ภาพเก่า&rdquo;แต่คือ หลักฐานของเวลา หน้าต่างสู่อดีต และความทรงจำร่วมของสังคมไทย</p>

<p>กว่า 35,000 แผ่นของฟิล์มกระจก และภาพต้นฉบับอีกประมาณ 50,000 ภาพ กำลังบอกเราว่า&hellip;</p>

<p>ทุกภาพมีที่มา</p>

<p>ทุกภาพมีเรื่องราว</p>

<p>และทุกภาพมีคุณค่าที่ควรถูกส่งต่อ</p>

<p>เพราะเมื่อเรารักษาภาพไว้ได้ เราก็กำลังรักษาความทรงจำของแผ่นดินไว้ด้วย</p>

<p><img alt="🌏" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t41/1/16/1f30f.png" width="16" /> English version :</p>

<p>Glass Plate Negatives: From Images of the Past to the Memory of the World</p>

<p>When historical photographs of Thailand reappear in the digital world, many may see them simply as &ldquo;old photographs.&rdquo; Yet, for historians, researchers, heritage conservators, and those working in documentary heritage preservation, these images are much more than that. They are primary visual records and historical evidence that help tell the stories of people, places, ways of life, and significant events from periods that can no longer be experienced firsthand.</p>

<p>Among the important forms of documentary heritage that preserve these memories are glass plate negatives&mdash;an early photographic medium widely used before photographic film became commonplace. Today, these fragile glass plates have become an invaluable part of Thailand&rsquo;s documentary and photographic heritage, providing a tangible visual record of the country&rsquo;s past.</p>

<p>More Than an Image: The Stories Behind It</p>

<p>The National Archives of Thailand, Fine Arts Department, preserves a collection of more than 35,000 glass plate negatives and approximately 50,000 original photographic prints, documenting a period from 1855 to 1935.</p>

<p>The collection encompasses a remarkable range of subjects, including royal ceremonies, royal barge processions, King Chulalongkorn&rsquo;s journeys to Europe, members of the royal court, as well as places, communities, and everyday life in Thailand&rsquo;s past.</p>

<p>Photographs of places such as Saphan Han, Khlong Maha Nak, and Sala Chalermkrung are therefore more than records of buildings or locations. They are windows into the past&mdash;allowing us to see what Thailand and Bangkok once looked like and to trace how they have evolved over time.</p>

<p>For within a photograph lies not only what can be seen, but also the stories that await discovery by future generations.</p>

<p>A Heritage of Global Significance</p>

<p>Recognizing their historical significance and their value to the memory of humanity, the Glass Plate Negatives and Original Prints Collection was inscribed on the UNESCO Memory of the World Register in 2017.</p>

<p>This inscription recognizes not merely the visual images themselves, but also the original photographic materials and the documentary records through which these images have survived. Together, they constitute an important body of evidence that enables present and future generations to understand the past in tangible and meaningful ways.</p>

<p>When Historical Images Enter the Digital Age</p>

<p>Today, historical photographs can travel from an archive to audiences around the world within seconds through websites, social media, exhibitions, films, and a wide range of creative media.</p>

<p>Bringing these images into new forms of storytelling creates an important opportunity to make history more accessible and meaningful to younger generations.</p>

<p>Yet one element should always travel with the image:</p>

<p>its provenance.</p>

<p>Identifying the source, custodial institution, provenance, and historical context of an image is more than an act of giving credit. It helps preserve the story of the image itself and ensures that its historical meaning is not lost as the image is reproduced and shared.</p>

<p>When a historical image is separated from its provenance, its meaning can be altered, misidentified, or misunderstood. Responsible use of historical photographs therefore requires not only acknowledgement of the source, but also accurate attribution and faithful representation of their historical context.</p>

<p>In the digital age, preserving documentary heritage is therefore not only about safeguarding the original object. It is also about safeguarding the integrity of the information, evidence, and historical context that belong to it.</p>

<p>To Preserve an Image Is to Preserve a Memory</p>

<p>Glass plate negatives are inherently fragile and require careful conservation. Environmental control, preservation of the original materials, conservation treatment, digitization, and secure digital storage all play essential roles in ensuring that this heritage can be transmitted to future generations.</p>

<p>Glass plate negatives are therefore not simply &ldquo;old photographs.&rdquo;</p>

<p>They are evidence of time, windows into the past, and part of the collective memory of Thai society. At the same time, Thailand&rsquo;s documentary heritage contributes to the broader documentary memory shared by humanity.</p>

<p>More than 35,000 glass plate negatives and approximately 50,000 original photographic prints continue to tell us:</p>

<p>Every image has a provenance.</p>

<p>Every image has a story.</p>

<p>And every image has a value worth preserving and passing on.</p>

<p>Because when we preserve the image,</p>

<p>we preserve its story, its historical truth,</p>

<p>and the memory it carries from one generation to the next.</p>

<p><a href="https://www.unesco.org/th/articles/phaphaehngkhwamthrngca?fbclid=IwcGRvZgFleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFpMXhwekN0NWVhN0tITWUwc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHgFNHXU6uDWRKUi6wdoIFNJS8LUNxG2yAmJwof3U_r2e8phgVJo0JFviXvAx_aem_iQVqZHRCjYRSNNRhuJZgIw" rel="nofollow noreferrer" role="link" tabindex="0" target="_blank">https://www.unesco.org/th/articles/phaphaehngkhwamthrngca</a></p>

<p><a href="https://youtu.be/aRYA9XkoJVc?si=OvqdRDLKsIc99BIR&amp;fbclid=IwcGRvZgFleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFpMXhwekN0NWVhN0tITWUwc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHgFNHXU6uDWRKUi6wdoIFNJS8LUNxG2yAmJwof3U_r2e8phgVJo0JFviXvAx_aem_iQVqZHRCjYRSNNRhuJZgIw" rel="nofollow noreferrer" role="link" tabindex="0" target="_blank">https://youtu.be/aRYA9XkoJVc?si=OvqdRDLKsIc99BIR</a></p>

<p>ที่มา : กระทรวงวัฒนธรรม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiochumphae.prd.go.th/th/file/get/file/2026092213d189370b6abbd2fb7790cad3a8ecfc153724.jpg' type='image/jpg' length='64607' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[21 กันยายน “วันสันติภาพโลก” ]]></title>
<link>https://radiochumphae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/543546</link>
<guid isPermaLink="false">85dee7df28ae953af5660a907eadc078</guid>
<pubDate>Mon, 21 Sep 2026 16:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p data-pm-slice="1 1 []">&nbsp;</p>

<p data-pm-slice="1 1 []"><img alt="🕊️" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tba/1/16/1f54a.png" width="16" />&nbsp;ทุกวันที่ <strong>21 กันยายนของทุกปี</strong> เป็น &ldquo;วันสันติภาพสากล&rdquo; (International Day of Peace) วันที่องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) กำหนดขึ้นเพื่อส่งเสริมอุดมการณ์แห่งสันติภาพ ทั้งภายในประเทศ ระหว่างประเทศ และระหว่างประชาชนทุกกลุ่ม พร้อมทั้งเป็นโอกาสให้คนทั่วโลกร่วมกันตระหนักถึงคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ปราศจากความรุนแรงและความขัดแย้ง</p>

<p data-pm-slice="1 1 []">ในปี <strong>2569 (2026)</strong> วันสันติภาพสากลมีแนวคิด <strong>&ldquo;Invest in Peace: For Everyone, Everywhere, Every Day&rdquo;</strong> หรือ <strong>&ldquo;ลงทุนในสันติภาพ เพื่อทุกคน ทุกแห่งหน ทุกวัน&rdquo;</strong> สะท้อนแนวคิดว่าสันติภาพไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมและการลงมือทำของทุกคน ตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน ไปจนถึงรัฐบาลและประชาคมระหว่างประเทศ</p>

<h3 data-pm-slice="1 1 []"><strong>❤️️จากแนวคิดสู่ &ldquo;วันสันติภาพโลก&rdquo;</strong></h3>

<p>วันสันติภาพสากลมีจุดเริ่มต้นจากมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ <strong>มติที่ 36/67 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2524</strong> ซึ่งกำหนดให้วันเปิดการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในเดือนกันยายนเป็นวันสันติภาพสากล เพื่อรำลึกและส่งเสริมอุดมการณ์แห่งสันติภาพทั้งภายในและระหว่างประเทศและประชาชน โดยเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในเดือนกันยายน 2525</p>

<p>ต่อมาในปี <strong>2544 (2001)</strong> สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้มีมติ <strong>55/282</strong> กำหนดให้วันที่ <strong>21 กันยายนของทุกปี</strong> เป็นวันสันติภาพสากลอย่างถาวร และที่สำคัญคือกำหนดให้วันนี้เป็น <strong>วันแห่งการไม่ใช้ความรุนแรงและการหยุดยิงทั่วโลก (global ceasefire and non-violence)</strong> พร้อมเชิญชวนทุกประเทศและประชาชนทั่วโลกให้ร่วมกันยุติการสู้รบและการกระทำที่เป็นปรปักษ์ในวันดังกล่าว</p>

<h3 data-pm-slice="1 1 []"><strong>&ldquo;หยุดยิง&rdquo; ไม่ใช่เพียงการหยุดอาวุธ แต่คือการเปิดพื้นที่ให้สันติภาพ&nbsp;🌼</strong></h3>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก การหยุดยิงมีความสำคัญมากกว่าการหยุดการใช้อาวุธชั่วคราว เพราะช่วงเวลาที่เสียงปืนสงบลงสามารถเปิดพื้นที่ให้เกิด <strong>การเจรจา การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การคุ้มครองประชาชน และการแสวงหาทางออกทางการเมืองโดยสันติวิธี</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;สันติภาพจึงไม่ได้หมายถึงเพียง &ldquo;การไม่มีสงคราม&rdquo; แต่ยังหมายถึงการที่ผู้คนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี มีโอกาส และสามารถอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างได้ องค์การสหประชาชาติเน้นย้ำว่าสันติภาพที่ยั่งยืนต้องอาศัยการสร้างความไว้วางใจ การเคารพสิทธิมนุษยชน การเจรจา และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี</p>

<h3><strong>ความรุนแรงหนึ่งครั้ง อาจส่งผลกระทบต่อผู้คนอีกนับไม่ถ้วน</strong></h3>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อเกิดความขัดแย้ง ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ได้มีเพียงคู่ขัดแย้ง แต่ยังรวมถึงประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางที่อาจต้องเผชิญกับการสูญเสียชีวิต บ้านเรือน การดำรงชีวิต การศึกษา และโอกาสทางเศรษฐกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การยุติความรุนแรงจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกคน เพราะเมื่อความรุนแรงลดลง ย่อมเปิดโอกาสให้ความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบ ให้ครอบครัวสามารถกลับมาใช้ชีวิต ให้เด็กสามารถกลับเข้าสู่ห้องเรียน และให้สังคมสามารถเริ่มต้นกระบวนการฟื้นฟูและสร้างความไว้วางใจขึ้นใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ด้วยเหตุนี้ วันสันติภาพสากลจึงไม่ได้เป็นเพียงวันสำหรับการกล่าวถึง &ldquo;สันติภาพ&rdquo; แต่เป็นวันที่ประชาคมโลกถูกเชิญชวนให้ <strong>หยุดความรุนแรง หยุดการสู้รบ และสร้างพื้นที่สำหรับการพูดคุยและการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติ</strong></p>

<h3><strong>👩&zwj;❤️&zwj;👨สันติภาพเริ่มต้นจากทุกคน</strong></h3>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;แม้การยุติสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลและผู้นำประเทศ แต่การสร้างวัฒนธรรมแห่งสันติภาพสามารถเริ่มต้นได้จากทุกคนในชีวิตประจำวัน การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างโดยไม่ใช้ความรุนแรง การเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้อื่น การไม่เผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความเกลียดชัง การไม่กลั่นแกล้งกันทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์ ตลอดจนการเลือกใช้การพูดคุยและการประนีประนอมเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมที่สงบและปลอดภัย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;องค์การสหประชาชาติระบุว่า ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพได้ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัคร นักเรียน ครู ผู้นำชุมชน ภาคประชาสังคม หรือผู้ปฏิบัติงานด้านสันติภาพ เพราะสันติภาพไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องประชุมระหว่างประเทศ แต่ยังเกิดขึ้นจากการกระทำเล็ก ๆ ในชุมชนและชีวิตประจำวัน</p>

<h3><strong>🌸21 กันยายนนี้ ขอให้ &ldquo;เสียงแห่งสันติภาพ&rdquo; ดังไปทั่วโลก&nbsp;🌞</strong></h3>

<p>&nbsp; &nbsp; วันสันติภาพสากลจึงเป็นมากกว่าวันสำคัญในปฏิทิน แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่า <strong>การยุติความรุนแรงคือจุดเริ่มต้นของการสร้างอนาคตที่ดีกว่า</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; การหยุดยิงแม้เพียงช่วงเวลาหนึ่ง อาจเปิดทางให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่กำลังเดือดร้อน การเจรจาเริ่มต้นขึ้น และความหวังกลับคืนสู่ผู้คน ขณะที่การยุติความรุนแรงอย่างยั่งยืนจะต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจ การเคารพสิทธิมนุษยชน และการแก้ไขรากเหง้าของความขัดแย้ง</p>

<p>&nbsp; &nbsp; ในวันที่ 21 กันยายนนี้ ขอให้ทุกประเทศและประชาชนทั่วโลกร่วมกันส่งเสียงเดียวกันว่า<strong>&nbsp;&ldquo;หยุดความรุนแรง หยุดการสู้รบ เปิดทางสู่การเจรจา และร่วมกันสร้างสันติภาพ&rdquo;&nbsp;🤝</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; เพราะสันติภาพไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของมนุษยชาติ และทุกการกระทำที่นำไปสู่ความเข้าใจและการไม่ใช้ความรุนแรง ล้วนเป็นก้าวเล็ก ๆ ที่ช่วยสร้างโลกที่ปลอดภัยและน่าอยู่ยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน</p>

<p>&nbsp;</p>

<p data-pm-slice="1 1 []">&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiochumphae.prd.go.th/th/file/get/file/202609212e29918b17c316e59bf677c02f4a46f9170103.png' type='image/png' length='1763466' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เตือนภัยไซเบอร์ยุคใหม่! เมื่อมิจฉาชีพใช้ AI เป็นอาวุธ สวมรอยแนบเนียน เร็วกว่าเดิมหลายเท่าตัว]]></title>
<link>https://radiochumphae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/543505</link>
<guid isPermaLink="false">bba0f35c857ed5d5b932416ba6e3a39b</guid>
<pubDate>Mon, 21 Sep 2026 15:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน น่าเสียดายที่มิจฉาชีพและกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ได้นำ AI มาใช้เป็น &quot;เครื่องมือ&quot; ในการก่ออาชญากรรมที่รุนแรงและแนบเนียนยิ่งขึ้น จนหน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ต้องออกมาแจ้งเตือนให้ประชาชนและองค์กรต่างๆ เพิ่มความระมัดระวังขั้นสูงสุด</p>

<p>ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT) ได้ออกแจ้งเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงทางไซเบอร์ยุคใหม่&nbsp;เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีได้นำเทคโนโลยี<b _ngcontent-ng-c144549330="" data-start-index="251">ปัญญาประดิษฐ์ (AI)</b> มาใช้เป็นเครื่องมือในการค้นหาจุดอ่อน วิเคราะห์ระบบ และพัฒนาวิธีการโจมตีได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน</p>

<p>⚠️ <b _ngcontent-ng-c144549330="" data-start-index="405">3 รูปแบบภัยคุกคามจาก AI ที่ประชาชนและองค์กรต้องระวัง</b></p>

<ol _ngcontent-ng-c1619440736="" dir="auto">
	<li _ngcontent-ng-c144549330="" data-start-index="457"><b _ngcontent-ng-c144549330="" data-start-index="457">ปลอมเสียงและข้อความเนียนกริบ (Deepfake &amp; AI Voice)</b> ผู้โจมตีใช้ AI สังเคราะห์ข้อความและเสียง (AI-Generated Media) เลียนแบบเป็นผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูง&nbsp;เพื่อหลอกลวงให้เหยื่อเชื่อใจและยอมคลิกลิงก์ที่แฝงมัลแวร์ โดยมักใช้ข้ออ้างว่า <i _ngcontent-ng-c144549330="" data-start-index="692">&quot;ขอเปลี่ยนช่องทางสื่อสารเพื่อความปลอดภัยหรือความรวดเร็ว&quot;</i></li>
	<li _ngcontent-ng-c144549330="" data-start-index="748"><b _ngcontent-ng-c144549330="" data-start-index="748">ขโมยรหัสผ่านและเข้าถึงข้อมูลผ่านคลาวด์</b> มีการใช้ AI ช่วยสำรวจช่องโหว่ของระบบ และนำข้อมูลการเข้าถึงบัญชีที่รั่วไหลมาใช้ซ้ำ (Credential Reuse) เพื่อแอบเข้าถึงระบบคลาวด์หรือผู้ให้บริการรายใหญ่ แล้วขยายผลไปขโมยข้อมูลของลูกข่ายต่อเพื่อนำไปเรียกค่าไถ่</li>
	<li _ngcontent-ng-c144549330="" data-start-index="992"><b _ngcontent-ng-c144549330="" data-start-index="992">การจารกรรมไซเบอร์อัตโนมัติ</b> ผู้โจมตีเริ่มใช้ AI ในการดำเนินงานโจมตีหลายขั้นตอนแบบกึ่งอัตโนมัติ ตั้งแต่การสำรวจเครือข่าย การเขียนและทดสอบโค้ดโจมตี ไปจนถึงการรวบรวมรหัสผ่านและดึงข้อมูลออกนอกระบบ</li>
</ol>

<p>🛡️ <b _ngcontent-ng-c144549330="" data-start-index="1465">5 วิธีป้องกันและรับมือภัยไซเบอร์ยุค AI</b></p>

<ul _ngcontent-ng-c1619440736="" dir="auto">
	<li _ngcontent-ng-c144549330="" data-start-index="1503"><b _ngcontent-ng-c144549330="" data-start-index="1503">&ldquo;ตั้งสติ และอย่าเพิ่งเชื่อสิ่งที่เห็นหรือได้ยินทันที&rdquo;&nbsp;:</b> อย่าปักใจเชื่อเสียงหรือวิดีโอที่เห็นเพียงอย่างเดียว เพราะ AI สามารถสร้าง Deepfake เลียนแบบบุคคลได้</li>
	<li _ngcontent-ng-c144549330="" data-start-index="1636"><b _ngcontent-ng-c144549330="" data-start-index="1636">ตรวจสอบซ้ำก่อนโอนเงินหรือส่งข้อมูล:</b> หากมีการแจ้งเปลี่ยนบัญชีรับเงินหรือขอข้อมูลสำคัญ ให้โทรศัพท์หรือติดต่อยืนยันผ่านช่องทางอื่นอีกครั้งเสมอ และไม่ควรอุปกรณ์หรืออนุมัติรายการสำคัญโดยคนเพียงคนเดียว</li>
	<li _ngcontent-ng-c144549330="" data-start-index="1831"><b _ngcontent-ng-c144549330="" data-start-index="1831">เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนหลายชั้น (MFA):</b> บังคับใช้การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย เช่น การใช้ Passkey หรือ FIDO2 กับบัญชีสำคัญ เพื่อป้องกันการถูกสวมรอย</li>
	<li _ngcontent-ng-c144549330="" data-start-index="1974"><b _ngcontent-ng-c144549330="" data-start-index="1974">สำรองข้อมูลสำคัญ (หลัก 3-2-1):</b> ทำการสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ โดยเก็บไว้ในรูปแบบที่แก้ไขหรือลบได้ยาก เพื่อให้กู้คืนระบบได้รวดเร็วหากเกิดเหตุ</li>
	<li _ngcontent-ng-c144549330="" data-start-index="2113"><b _ngcontent-ng-c144549330="" data-start-index="2113">ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ:</b> ติดตามการแจ้งเตือนและข่าวสารภัยคุกคามทางไซเบอร์จาก ThaiCERT หรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง</li>
</ul>

<p><strong><span style="color:#0000cd;">การรู้เท่าทันและไม่ประมาท จะช่วยให้เราปลอดภัยจากภัยไซเบอร์ในยุค AI ที่กำลังระบาดในขณะนี้</span></strong></p>

<p><strong>ที่มา</strong> ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (Thaicert)</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiochumphae.prd.go.th/th/file/get/file/20260921f3d4855aa906bc0eb0dc0642d5a427b1162131.jpg' type='image/jpg' length='636174' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[𝟓,𝟎𝟎𝟎 𝐌𝐞𝐭𝐫𝐞𝐬 𝐨𝐟 𝐭𝐡𝐞 𝐆𝐫𝐞𝐚𝐭 𝐋𝐞𝐠𝐚𝐜𝐲: มหัศจรรย์ผ้าทอคราม 5,000 เมตร ประกาศศักดาภูมิปัญญาไทย สู่แนวหน้าแฟชั่นซีเกมส์]]></title>
<link>https://radiochumphae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/543102</link>
<guid isPermaLink="false">cf2cec28896a8e626ce2c2a9db6cc606</guid>
<pubDate>Sun, 20 Sep 2026 15:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เบื้องหลังความเท่ ล้ำสมัย และความสง่างามของ &quot;ชุดนักกีฬาทีมชาติไทย&quot; ในภาพนี้ คือเรื่องราวการเดินทางของเส้นด้ายที่ถักทอด้วยหัวใจ... นี่คืองานศิลปะแห่งผืนผ้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิต เพราะ &quot;สถาปัตยกรรมแห่งเส้นด้าย&quot; ความยาว 5,000 เมตรนี้ สร้างสรรค์ขึ้นจากสองมือ งานฝีมือ และหยาดเหงื่อของคนในชุมชนอย่างแท้จริง!</p>

<p>ความยาว 5,000 เมตร หรือ 5 กิโลเมตร หากเป็นระยะทางวิ่งอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่เมื่อมันคือ &quot;ความยาวของผืนผ้าทอมือ&quot; นี่คือความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากการกระตุกกี่ทอผ้านับล้านๆ ครั้ง ผ้าผืนนี้คือภาพสะท้อนของการร่วมแรงร่วมใจจากสองมือของแม่ๆ ยายๆ รอยยิ้มเปื้อนสีครามของพี่ๆ ป้าๆ ในลานย้อม ไปจนถึงแววตาของเยาวชนคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านที่มาร่วมเรียนรู้และช่วยกรอด้าย ทุกเส้นฝ้ายที่พุ่งผ่านฟืมจึงเป็นการส่งต่อลมหายใจ และสอดแทรกคำอวยพรจากรุ่นสู่รุ่นด้วยความอบอุ่น</p>

<p>แต่ความยิ่งใหญ่ที่หลอมรวมใจผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ถึงเพียงนี้ จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลยหากปราศจากรากฐานอันมั่นคง จากพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงชุบชีวิตลมหายใจของกี่ทอผ้า เปลี่ยนผ้าทอพื้นบ้านที่เกือบจะเลือนหาย ให้กลายเป็นมรดกอันล้ำค่าของชาติ</p>

<p>มรดกแห่งแผ่นดินนี้ ได้รับการสืบสาน รักษา และต่อยอด สู่โลกแฟชั่นระดับสากล โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระองค์ทรงนำวิสัยทัศน์แห่งแฟชั่นสมัยใหม่มาผสานกับรากเหง้าดั้งเดิม จนเกิดเป็นโครงการ &quot;ดอนกอยโมเดล&quot; (Donkoi Model) ภายใต้แนวคิด &quot;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&quot;</p>

<p>กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย น้อมนำพระดำริมาเป็นแนวทาง และส่งเสริมการพัฒนาให้กับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล สร้างยอดสั่งซื้อจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลกลับสู่ชุมชน ก่อให้เกิดเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแกร่ง</p>

<p>วันนี้ ผ้าทอคราม 5,000 เมตร ได้ถูกส่งไม้ต่อเพื่อทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก ไม่เพียงแต่ถูกนำมาออกแบบและตัดเย็บเป็น &quot;ชุดแฟชั่นนักกีฬาทีมชาติไทย&quot; เพื่อสู้ศึกซีเกมส์เท่านั้น แต่ความงดงามนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสนามแข่ง เพราะคนไทยทุกคนสามารถร่วมภาคภูมิใจและเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ผ้าครามจาก &quot;ดอนกอยโมเดล&quot; ได้ ผ่านคอลเลกชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟของแบรนด์ Sirivannavari Bangkok</p>

<p>เมื่อทัพนักกีฬาไทยก้าวเข้าสู่สเตเดียม กองทัพแรงเชียร์ทีมไทย สามารถร่วมภาคภูมิใจในภูมิปัญญาไทยที่ก้าวสู่เวทีโลก เสมือนอยู่ติดขอบสนาม ด้วยสินค้า Collection <a href="https://www.facebook.com/hashtag/cheerteamthai?__cft__[0]=AZi8b0g88g2K4PhGhRJg4YZwvQoVPSfPa8WaBpECnmfS7-taZvAY7CY3dqqf4yN7Z544jcbI-dlu4u1Jo2EyDKNkOVDsWNFKjag1mfcQH1HAiNRiqhylPRzFRp7Spf4QIm7lTIEqomv6YVwXlTRCI7I6er5phEXqlZB1y-Sy1pjdmRqTxtGFO-WLVUU&amp;__tn__=*NK-R" role="link" tabindex="0">#CheerTeamThai</a> เพื่อถ่ายทอดพลังแห่งความเป็นหนึ่งเดียว รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายจะนำไปสนับสนุนนักกีฬาพาราลิมปิก โดยคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย</p>

<p>ที่มา :&nbsp;กรมการพัฒนาชุมชน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiochumphae.prd.go.th/th/file/get/file/20260920c5ec28ee5f5d53080b956bd85d9ed4e1154743.jpg' type='image/jpg' length='56245' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วันที่ 20 กันยายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ไทย  2 พระองค์ ]]></title>
<link>https://radiochumphae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/543069</link>
<guid isPermaLink="false">1abb0883640483638918e26a51cc1567</guid>
<pubDate>Sun, 20 Sep 2026 12:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันที่ 20 กันยายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ไทย 2 พระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 โดยพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ ได้ขึ้นครองราชย์สมบัติขณะยังทรงพระเยาว์ด้วยนั้นเอง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiochumphae.prd.go.th/th/file/get/file/202609209e74657d47c6cb551b60b54177e1725d121410.jpg' type='image/jpg' length='95579' />
</item>
</channel>
</rss>
